แชร์

เลือกหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM 2.5 เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

อัพเดทล่าสุด: 14 ม.ค. 2026
205 ผู้เข้าชม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยแทบทุกคนคงหลีกหนีคำว่า ฝุ่น PM 2.5 ไม่พ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่หมอกควันเข้ามาปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ ตั้งแต่ภาคเหนือไล่ยาวลงมาถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องทัศนวิสัยหรือความรำคาญ แต่เป็นเรื่องสุขภาพที่ส่งผลโดยตรงกับทุกคน ต้นตอของฝุ่นพิษเหล่านี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งไฟป่า การเผาในภาคการเกษตร ไปจนถึงควันจากรถยนต์และการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งล้วนก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในรูปแบบของก๊าซพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่กลับเป็นภัยเงียบที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าที่คิด

โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งล้อมด้วยภูเขา ทำให้มลพิษสะสมได้ง่าย เมื่อรวมกับสภาพอากาศนิ่ง ลมพัดน้อย และความชื้นในช่วงเช้า ยิ่งทำให้ฝุ่นและสารพิษแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นาน กลายเป็นหมอกควันปกคลุมเมือง ส่งผลให้มีผู้ป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอด โรคหัวใจ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี

ขณะที่ในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพฯ ปัญหาหลักกลับมาจากท่อไอเสียรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้จะเข้าไปจับกับฮีโมโกลบินในเลือด ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง ส่งผลตั้งแต่อาการเวียนหัว อ่อนเพลีย ไปจนถึงหมดสติ และในระดับที่รุนแรงอาจถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต

PM 2.5 อันตรายกว่าที่คิด

ฝุ่น PM 2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กจนสามารถเล็ดลอดผ่านระบบกรองของร่างกาย เข้าไปถึงถุงลมปอด และบางส่วนสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ต่างจากฝุ่น PM10 ที่มีขนาดใหญ่กว่าและยังพอถูกดักจับได้บางส่วน ฝุ่นขนาดจิ๋วเหล่านี้ไม่เพียงก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน เช่น ไอ หายใจติดขัด แสบตา แต่ยังสะสมและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งโรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการป้องกันตั้งแต่ต้นทางจึงสำคัญมาก

หน้ากากอนามัย ด่านแรกของการปกป้องสุขภาพ

ในเมื่อปัญหาฝุ่นพิษยังไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะสั้น การดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ และหนึ่งในวิธีที่ง่าย สะดวก และได้ผลที่สุด ก็คือ การเลือกใช้หน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพ แต่ไม่ใช่ว่าหน้ากากทุกแบบจะสามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 และเชื้อโรคได้เหมือนกัน การเลือกให้ถูกตั้งแต่แรกจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

เช็คให้ชัวร์ เลือกหน้ากากอนามัยอย่างไรให้เอาอยู่ทั้งฝุ่นและเชื้อโรค

1. เลือกหน้ากากอนามัยทางการแพทย์

หน้ากากที่ควรมองหาควรมีการระบุว่าเป็น หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Medical / Surgical Mask) ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันละอองฝอย สารคัดหลั่ง เชื้อแบคทีเรีย และไวรัส เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง

2. ดูค่าประสิทธิภาพการกรองให้เป็น

บนกล่องหน้ากากมักจะมีตัวย่อกำกับ เช่น BFE (Bacterial Filtration Efficiency) ซึ่งบอกถึงความสามารถในการกรองแบคทีเรียและอนุภาคขนาดเล็ก ควรเลือกหน้ากากที่มีค่า BFE ตั้งแต่ 98% ขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถกรองฝุ่นและเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. โครงสร้างหลายชั้น ป้องกันได้ดีกว่า

หน้ากากที่มีโครงสร้าง 3 ชั้นขึ้นไป จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น PM 2.5 และยังช่วยลดการรั่วไหลของอากาศด้านข้าง ทำให้ฝุ่นไม่เล็ดลอดเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ง่าย

4. ป้องกันดีแล้ว ต้องใส่สบายด้วย

หน้ากากที่ดีไม่ควรแค่กันฝุ่นได้ แต่ต้อง สวมใส่สบาย กระชับใบหน้า หายใจไม่อึดอัด เพราะถ้าใส่แล้วอึดอัดจนต้องถอดเข้าออกบ่อย ๆ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อและฝุ่นพิษโดยไม่รู้ตัว

ฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ปัญหาที่จะหายไปในเร็ววัน การเลือกหน้ากากอนามัยที่เหมาะสมจึงเป็นเหมือนเกราะด่านแรกที่ทุกคนควรมีติดตัวไว้ ไม่ว่าจะทำงานกลางแจ้ง ขับรถในเมือง หรือใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป เลือกให้ดีตั้งแต่ต้น สุขภาพในระยะยาวก็คุ้มค่ากว่าหลายเท่าคับ


บทความที่เกี่ยวข้อง
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ